ลุยฝ่ามรสุม

6 April, 2014 21:55 Life

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รู้สึกว่าตัวเองเจอเรื่องราวอะไรมากมาย หนักๆจนถึงขึ้นน้ำตาซึมก็มีอยู่หลายรอบ ต้องตัดสินใจอะไรสำคัญๆ ก็หลายเรื่อง แล้วผมผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร

เข้าใจว่าชีวิตต้องเจอกับปัญหาเป็นปกติ

ไม่ว่าเราจะผ่านบททดสอบมามากแค่ไหน มันก็จะต้องเจอข้อสอบในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของเราโผล่เข้ามาให้ทดสอบอยู่เสมอ แต่ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนไว้ว่า ข้อสอบชีวิตจะมากี่ร้อยกี่พันแบบมันก็ไม่เกิน 3 หัวข้อนี้หรอกคือ “โลภ” “โกรธ” “หลง” เพียงแต่มันจะเปลี่ยนรูปแบบเข้ามาทดสอบในจุดที่เรายังอ่อนอยู่เท่านั้นเอง ท่านบอกเรื่องนี้ไว้เพื่อให้เราเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติของชีวิต เมื่อเรารู้และเข้าใจว่าเรานั้นจะต้องโดนทดสอบในจุดที่เรายังไม่ผ่าน ไม่เข็มแข็ง ใน 3 หัวข้อนี้อยู่เสมอ เวลาที่ข้อสอบเข้ามาเราจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจมาก ไม่ตีโพยตีพายว่าทำไมเราต้องโดนต้องเจอ “ทำไมต้องเป็นเรา” “ทำไมไม่เป็นคนอื่น” “ทำไมคนอื่นไม่โดนเหมือนเรา” นี่เป็นเรื่องหลักเรื่องแรกเลย ที่ทำให้ผมผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ในทุกๆครั้ง

อย่าเชื่อความคิดลบๆและตัดอย่าสินใจตอนที่กำลังอ่อนล้า

คำสอนอีกข้อที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผมเสมอ เวลาต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากคือ “ยิ่งเราปฏิบัติมาถูกทางมากเท่าไหร่ เรายิ่งจะโดนหลอกให้ออกนอกเส้นทางหนักขึ้นเท่านั้น” บางครั้งปลายทางมันอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อมแล้วเท่านั้น แต่ดันโดนเรื่องราวต่างๆ ทำให้หลงเดินไปทางอื่น หรือ หันหลังกลับไปดื้อๆซะงั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เราเหน็ดเหนื่อย ความสับสนและความคิดลบๆ จะผุดขึ้นมาเต็มไปหมด เราต้องอย่างไปเชื่อความคิดเหล่านั้นครับ ต้องเชื่อการตัดสินใจของเราที่เราคิดและทบทวนมาดีแล้วในช่วงเวลาที่เราสมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ อย่ามาเชื่อตัวเองในช่วงเวลาที่เราเหน็ดเหนื่อยและสับสนครับ

แก้ปัญหาให้จบทีละเรื่อง

แล้วก็ค่อยๆเดินหน้าไปตามแผนที่วางไว้ครับ สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันมีอะไรบ้าง ที่จะนำไปสู่เป้าหมายถัดไปของเรา ที่สิ่งต้องทำเพิ่มหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้ามีอะไรบ้าง ก็ค่อยๆจัดการค่อยๆปรับให้จบไปทีละส่วนที่ละเรื่องครับ ย้ำต้องพยามแก้ให้จบไปเป็นเรื่องๆนะครับ ไม่งั้นเรื่องมันจะเต็มไปหมด แล้วเราจะไม่เห็นความก้าวหน้า ไม่มีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปครับ

อย่าละทิ้งการสื่อสารและอย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา

การเข้าเผชิญหน้ากับความจริงและปัญหาอย่างตรงๆ ทำให้ผมได้รู้ว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด และไม่เคยเลวร้ายขนาดที่เราคิดเลยด้วย เรามักจะเครียดและกังวลเกินเหตุและเกินความจำเป็น 80% ของความกังวลของเราเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย มีพี่คนนึงเคยพูดไว้ว่า “ข่าวดีให้บอกล่วงหน้า ข่าวร้ายให้บอกก่อน” คือไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ก็ให้บอกกันแต่เนิ่นๆ จะได้ช่วยกันรับมือ แต่เรื่องการเผชิญหน้ากับปัญหานี่ก็มีหลุมพรางที่ต้องระวังอยู่นะครับ ก็ได้คำสอนครูบาอาจารย์อีกนั่นแหละครับช่วยชี้ทางสว่างให้ชีวิต ท่านบอกว่า “เวลาลงมือปฏิบัติ ก็เหมือนเวลาออกรบ มีรุกมีถอย เวลาที่รู้ว่าสู้ไปก็แพ้แน่ ก็ต้องรู้จักถอยมาตั้งหลักก่อน” จริงๆได้ยินท่านสอนเรื่องนี้มาหลายรอบมา แต่ผมยังไม่เข้าใจ เจอปัญหาอะไรก็ดาหน้าเข้าชนแหลก ผลลัพธ์ก็คือตายหยังเขียด เละเทะมาหลายงานแล้วครับ ถ้าเรารู้ว่าไม่ไหว ไม่พร้อมจริงๆ ก็ต้องรู้จักหลบ รู้จักถอยให้เป็น แต่ท่านไม่ได้สอนให้หนีปัญหานะครับ ท่านให้ถอยเพื่อตั้งหลัก เพื่อจะได้รุกใหม่ ถอยเพื่อให้ก้าวไปต่อได้มั่นคงขึ้น ไม่ใช่ว่าเสียหลักอยู่ก็ยังจะดันทุรังก้าวไปข้างหน้าอีก มันก็ล้มกลิ้งซิครับ

กัลยาณมิตร

ยิ่งช่วงเวลาที่ยากลำบาก เรายิ่งต้องหมั่นเข้าหาเหล่ากัลยาณมิตรครับ ซึ่งไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นคนกลุ่มไหนหรือใครคนใดคนหนึ่ง เป็นใครก็ได้ที่สามารถ ชักนำเราเข้าไปสู่กระแสด้านบวกได้และไม่ดึงเราลงไปสู่กระแสด้านลบ การได้สนทนากับกัลยาณมิตรเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หรือ อาจจะเป็นเพียงแค่คำพูดประโยคเดียว ก็สามารถนำพาเราออกจากช่วงเวลาที่แสนมืดมนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาแล้ว

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าเราจะกำลังเดินทางผ่ามรสุมไปอย่างช้าๆ หรือ กำลังหยุดพักเพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยให้คลายตัวลง ก็ขอให้เราอย่าล้มเลิกที่จะเดินทางต่อไป แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นปลายทาง ก็ขอให้กุมเข็มทิศคือ “ความดี” ในใจไว้ให้มั่นและมุ่งต่อไปในทิศทางนั้น แล้วเมื่อเรารู้ตัวอีกทีนึงเราก็จะพบว่าเราได้เดินพ้นมรสุมออกมาแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว ณ เวลานั้น เราจะสามารถยิ้มให้กับอุปสรรคทั้งหลาย และ ขอบคุณในความเข้มแข็งของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจครับ :)