เหตุใดการทุ่มเทของเราจึงไร้ผล

18 January, 2014 23:31 Agile, Life

หากว่าเราทุ่มเทให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมากแต่มันกลับไม่เกิดผล มันมีอยู่แค่ 2 สาเหตุเท่านั้นเอง คือ “ทำผิดวิธี” กับ “ทำยังไม่พอ” ก่อนที่จะดันทุรังทำต่อไป ลองทบทวนถึงเป้าหมาย วิธีการ และ ผลลัพธ์ที่ผ่านมาดูซักหน่อยจะพบว่า ต้นเหตุของความผิดพลาดมันเห็นได้ชัดเจนมาก แต่มันเป็นเรื่องที่ใกล้เกินไปซะจนเรามองข้ามมันไปตลอด

กรณี “ทำยังไม่พอ” นั่นอาจจะพบเห็นได้ง่ายซักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่อะไรๆก็ง่ายดายรวดเร็วไปเสียหมด ความอดทนของคนเราจึงต่ำลง กลายเป็นคนใจเร็วด่วนได้ ขออะไรก็ได้ที่มันง่ายๆเร็วๆไว้ก่อน ที่แต่กรณีที่น่าสนใจมากกว่าคือ กรณี “ทำผิดวิธี” กรณีน่าเห็นใจมาก เพราะไม่ว่าจะพยามทุมเทแรงกายแรงใจและใช้เวลามากขนาดไหน มันก็ไม่เกิดผล และยิ่งทุ่มเทมากเท่าไหร่กลับยิ่งส่งผลเสียเป็นวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำมันอย่างผิดวิธีมาตั้งแต่แรก

แต่แล้วเพราะอะไรหล่ะ ถึงทำให้คนเหล่านั้นรวมถึงตัวผมเองไปตกอยู่ในสภาวะแบบนั้น เพราะไม่ยอมศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลให้ดีก่อนงั้นเหรอ? คงใช่สำหรับแค่บางกรณีเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงมีหลายเรื่องมาก ที่เราไม่อาจจะรู้ได้นอกจะลงมือทำจริงและไปพบเจอด้วยตัวเอง เพราะมันมีตัวแปรต่างๆมากมายเหลือเกินที่เราควบคุมไม่ได้และเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การเปิดบริษัทของตัวเอง, การจีบผู้หญิง เป็นต้น จากเท่าที่ผมสังเกตุมาผู้ที่ติดอยู่ในวังวนเพียรพยามอย่างผิดวิธีนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ผมว่ามันมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่ 2 จุด คือ

  1. สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการที่จะพาไปสู่ผลลัพธ์
  2. ละเลยการทบทวนผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการที่จะพาไปสู่ผลลัพธ์

คือการที่เราที่พุ่งตามความทะยานไปหาผลลัพธ์ที่เราอยากได้อย่างเดียว จนละเลยถึงวิธีการที่มันมีประสิทธิภาพและถูกต้อง หรือ ร้ายแรงที่สุดคือทำยังไงก็ได้เพื่อให้ได้มาโดยไม่เลือกวิธีการ ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่ 1 กรณีเราเปิดบริษัทของตัวเอง ต้องปิดโปรเจคนี้ให้ได้เพื่อให้ได้เงินมา เพื่อให้บริษัทอยู่รอด เราก็มาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไล่บี้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง เผางาน สุดท้ายแล้วเราก็ปิดโปรเจคนี้ได้ ได้เงินมา แต่ก็สร้างปัญหาไว้นับไม่ถ้วน เพราะมัวแต่เพ่งความสนใจไปที่ “เสร็จ” กับ “เงิน” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวัง แต่ละเลยวิธีการที่ถูกต้องไป ท้ายสุดแล้วปัญหาก็จะตามมามากมาย เป็นวงจรอุบาทว์ไม่จบสิ้น

ตัวอย่างที่ 2 กรณีจีบผู้หญิง ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ เค้ายอมตกลงคบกับเรา ย่อยลงมาหน่อย ก็คือ การได้ใช้เวลาอยู่กับเค้า ได้พูดคุยกับเค้า แล้วเราก็มุ่งการกระทำไปที่การโทรหาเค้าบ่อยๆ ไปหาบ่อยๆ ซืัอของให้ ทำดีกับเค้าสารพัด โดยไม่ได้สนใจว่าเค้าต้องการสิ่งเหล่านั้นรึเปล่า ที่ทำไปทั้งหมดแบบนั้น เนี่ยมันทำให้เค้าอยากเป็นแฟนกับเรามากขึ้นมั๊ย เปล่าเลย หลายต่อหลายครั้งเราทำไปเราอยากทำ ทำยังไงก็ได้ให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์เค้า เรามุ่งไปหาผลลัพธ์ที่เราต้องการอย่างเดียว แทนที่จะไปสนใจการทำที่จะทำให้เค้ามีความสุขและสบายใจเมื่อได้อยู่กับเรา ซึ่งจะนำไปสู่ความชอบพอและอยากที่จะคบหาดูใจกันต่อไป

หลังจากที่ผมได้ตระหนักถึงเรื่อง “สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการที่จะพาไปสู่ผลลัพธ์” ผมก็ลองมองย้อนไปดูในหลายๆเรื่อง แล้วก็ต้องตกใจที่พบว่ามันมีมากมายหลายเรื่องเหลือเกิน ที่เราปล่อยให้ความทะยานอยากครอบงำ ความอยากได้อยากมีอยากเป็นบังตา ทำยังไงก็ได้ให้ไปถึงจุดหมาย พอไม่ถึงจุดหมายซักทีก็เสียใจ ท้อใจ ตัดพ้อต่อว่านู้นนี่นั่นมากมาย ซึ้งแท้จริงแล้วเรื่องมันมีอยู่นิดเดียวเอง ไม่ใช่เราไม่ได้ตั้งใจทำ หรือ เราไร้ความพยามนะ แค่เราทำผิดวิธีเท่านั้นเอง

ละเลยการทบทวนผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

การที่เราจะหลงไปผิดทางหรือทำผิดพลาด ผิดวิธี นี่เป็นเรื่องปกติมากครับ เกิดขึ้นกับทุกคนแทบจะพบเจอได้ทุกวัน การที่ใครซักคนหลงติดทำเรื่องที่ผิดวิธีอยู่นานๆ ก็เพราะว่าเค้าไม่รู้ว่าที่เค้าทำอยู่หน่ะมันผิดไงครับ เพราะมัวแต่สนใจจะให้ผลลัพธ์มันเกิด แล้วมันก็ไม่เกิด หรือต่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นมา ก็ตามมาพร้อมกับปัญหามามากมาย ให้ตามแก้จนหัวปั่น แล้วละเลยซึ่งการทบทวนถึง “เป้าหมาย – วิธีการ – ผลลัพธ์” ของตัวเอง หรือกว่าจะทบทวนเรื่องมันบานปลายไปมากแล้ว ดังนั้นผู้ที่ติดอยู่ในวงจรความผิดพลาด จะหลุดจากวงจรนี้ไม่ได้เลยถ้าเค้าไม่หยุดเพื่อทบทวนและปรับปรุงวิธีการ แล้วต้องทำมันให้บ่อยและสม่ำเสมอเพียงพอด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นหากเราต้องการอะไรซักอย่างนึง ให้ความสนใจและทุ่มเทให้กับ “วิธีการที่จะพาเราไปถึงสิ่งนั้น” แล้วกลับมา “ทบทวนและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ” ก็เพียงพอแล้วครับ  เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างถึงพร้อมเมื่อไหร่ วันนั้นคุณก็จะได้ในสิ่งที่คุณต้องการแน่นอนครับ :)